เตือน กทม.รับฝนอีกระลอก

เตือน กทม.รับฝนอีกระลอก กรมชลฯห่วงหนัก 17-19 ต.ค. ‘อัศวิน’เล็งขยายท่อระบายน้ำ เมินคำวิจารณ์ศรีสุวรรณ-หญิงหน่อย’บิ๊กป้อม’ย้ำช่วยทุกพื้นที่ประสบภัย

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการช่วยเหลือประชาชนประสบปัญหาน้ำท่วมว่า ตอนนี้ทหารทุกหน่วยได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทั้งการช่วยขนของ และการนำรถทหารไปรับส่งประชาชนออกจากพื้นที่น้ำท่วม โดยเราได้ดูแลทั้งหมด อีกทั้งทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทหาร ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย เร่งช่วยเหลือประชาชน ดังนั้น ไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนพื้นที่พระราชพิธี ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการป้องกันไว้แล้ว
ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ลธ.คสช.) เป็นประธานการประชุมสำนัก ลธ.คสช. ทั้งนี้ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) กล่าวว่า พล.อ.เฉลิมชัยได้กล่าวถึงสถานการณ์น้ำและฝนตกหนักใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มีความห่วงใยต่อความเดือดร้อนของประชาชน ได้สั่งการให้ทุกส่วนเร่งช่วยกันเข้าคลี่คลายสถานการณ์โดยเฉพาะในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมในพื้นที่การเกษตร ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทย กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ รวมถึงกรมชลประทานได้ร่วมกันเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จัดชุดแพทย์เข้าไปดูแลสุขภาพของประชาชน ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือเฉพาะหน้าในเรื่องการขนย้ายสิ่งของ การสัญจร อาหาร การทำคันกั้นน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ ในพื้นที่ กทม. ได้สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จัดกำลังเข้าเสริมให้กับ กทม. ในสถานีสูบน้ำและจุดระบายน้ำต่างๆ เพื่อให้การระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเสริมกำลังด้านการอำนวยการจราจรในช่วงฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม จากการเร่งบริหารจัดการน้ำทั้งการพร่องน้ำออกจากลำน้ำ การกระจายน้ำเข้าไปในทุ่งหรือแก้มลิง รวมถึงแผนฉุกเฉินที่รัฐบาลมอบให้แต่ละจังหวัดเร่งดำเนินการในพื้นที่เสี่ยงที่คาดว่าจะได้รับผล กระทบจากภาวะฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในช่วงนี้นั้น จะสามารถรองรับและคลี่คลายสถานการณ์น้ำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัย น้ำไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นและการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 10-15 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำไหลหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ 10 จังหวัด รวม 33 อำเภอ 215 ตำบล 1,230 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 55,814 ครัวเรือน 144,464 คน ผู้เสียชีวิต 3 ราย ปัจจุบันสถานการณ์ในจังหวัดกำแพงเพชรคลี่คลายแล้ว ยังคงมีสถานการณ์ใน 9 จังหวัด ได้แก่ ตาก พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และกาฬสินธุ์ ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง โดยแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภค บริโภคเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย พร้อมระดมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอุทกภัย รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังสู่ลำน้ำสายหลัก พร้อมเชื่อมโยงการระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด ตลอดจนดูแลชีวิตความเป็นอยู่และความปลอดภัยของผู้ประสบภัยเป็นหลัก พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แบบจำลองภูมิอากาศ (วาฟ) สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ระบุว่า พายุไต้ฝุ่นขนุนได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน โดยช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. อยู่ห่างจากประเทศไทยจากจุด อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ประมาณ 346 กิโลเมตร โดยเวลาประมาณ 19.00 น. พายุไต้ฝุ่นขนุน จะเจอกับหย่อมความกดอากาศสูง ทำให้อ่อนกำลังลง จากนั้นก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว แล้วหายไปเลยตั้งแต่ยังไม่ขึ้นฝั่งประเทศเวียดนาม จึงไม่มีผลกับประเทศไทยโดยตรง อย่างไรก็ตาม ทำให้ร่องมรสุมจากเดิมที่จะพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ก็จะเปลี่ยนไปพาดผ่านทางภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
“ทำให้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม มรสุมจะเลื่อนกลับลงมาบริเวณภาคกลาง และภาคตะวันออกอีกครั้ง ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะ โดยเฉพาะบริเวณเขตดุสิต ดินแดง จตุจักร บางพลัด หลักสี่ วังทองหลาง และฝั่งตะวันออก และปริมณฑล รวมทั้งภาคตะวันตกบางพื้นที่ คือ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี มีฝนตกหนัก ถึงหนักมาก ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 17 ตุลาคม ถึงเวลากลางคืน และตกข้ามไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ของวันที่ 18 ตุลาคม เพราะฉะนั้นกรุงเทพมหานคร จะต้องเตรียมการรับมือกับฝนตกหนักอีกระลอก
แบบจำลองสภาพอากาศ คาดการณ์ด้วยว่าปริมาณน้ำฝนตั้งแต่บ่ายวันที่ 17 ตุลาคมนั้น อาจจะไม่หนักเท่าปริมาณน้ำฝนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่แนวร่องมรสุมปกคลุมค่อนข้างกว้าง คาดว่าปริมาณน้ำฝนสะสมน่าจะอยู่ตั้งแต่ 60-100 มิลลิเมตร หรือมากกว่านี้ กรมชลฯห่วงรับมือท่วมฉับพลัน
ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เรียกกรม ชลประทานเข้าไปคุยเพื่อกำชับเรื่องการบริหารจัดการน้ำให้ดี และสอบถามถึงสถานการณ์น้ำ อาทิ แม่น้ำชี มูล เจ้าพระยา รวมถึงภาคใต้ ที่กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า หลังวันที่ 18 ตุลาคม ร่องความกดอากาศต่ำจะเคลื่อนตัวไปทางภาคใต้ ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่ได้ ว่าได้เตรียมช่วยเหลืออะไรแล้วบ้าง และชี้แจงให้ประชาชนรับทราบหรือยัง ซึ่งปัจจุบันกรมชลประทาน ได้เร่งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำ ในพื้นภาคใต้เพื่อเตรียมรับมือปริมาณฝนที่จะตกแล้ว
นายทองเปลวกล่าวว่า อย่างไรตาม ในภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร จะมีปริมาณฝนประมาณ 50-60 มิลลิเมตร (มม.) ต่อวัน ในวันที่ 17-19 ตุลาคม หรือประมาณ 3 วัน ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำขังในพื้นที่ลุ่มต่ำในหลายพื้นที่อย่างเช่นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ โดยเฉพาะถนนสายหลักต่างๆ ได้แก่ วิภาวดีรังสิต ลาดพร้าว และสุขุมวิท ประชาชนในพื้นที่จึงควรเตรียมพร้อมรับมือด้วย สำหรับพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทานจะยังควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนในเกณฑ์ไม่เกิน 2,600 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที โดยใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ รวม 12 ทุ่ง เพื่อช่วยลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำมากกว่า 1,183 ล้าน ลบ.ม. และยังสามารถรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 310 ล้าน ลบ.ม.
‘อัศวิน’เล็งขยายท่อระบายน้ำ
ที่ศาลาว่าการ กทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังประชุมคณะผู้บริหาร กทม.ว่า ได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนว่าจะมีฝนตกชุกต่อเนื่องจนถึงวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ประกอบกับเหตุฝนตกหนักทำน้ำท่วม 55 จุด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม และสำนักการระบายน้ำ กทม.เร่งพร่องน้ำออกจากคลองทั่วกรุงเทพฯ 1,682 คลอง ความยาวประมาณ 2,600 กิโลเมตร (กม.) ปัจจุบันน้ำในทุกคลองอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติ ยกเว้นคลองเปรมประชากรที่ยังไม่สามารถพร่องน้ำตามเป้า เนื่องจากแนวคลองมีระยะยาวมาก แต่หากฝนตกอีก ยังไม่น่าห่วงเพราะแม้ช่วงต้นคลองจะมีระดับน้ำค่อนข้างสูง แต่ท้ายคลองสามารถพร่องน้ำได้ต่ำกว่าระดับปกติ กทม.เป็นห่วงทั่วทุกพื้นที่ ทำให้ต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ประสานข้อมูลสภาพอากาศและระดับกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และกรมอุทกศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
“ขณะนี้ผมมีแนวคิดให้สำรวจท่อระบายน้ำทั่วกรุงเทพฯ ที่มีความยาวกว่า 6,000 กม. โดยเฉพาะท่อเก่าที่มีความกว้าง 60-70 เซนติเมตร เพื่อขยายท่อให้กว้างขึ้น โดยจะร่วมกับการประปานครหลวง (กปน.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ดำเนินการไปพร้อมกันทีเดียวเพื่อลดปัญหาขุดซ้ำซาก ผมยืนยันว่าอุโมงค์ระบายน้ำของ กทม.ทั้ง 8 แห่ง สามารถใช้งานได้ทุกแห่ง แต่ทำงานได้ไม่เต็มที่ เช่น บ่อสูบบางส่วนของอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อ ที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่ยืนยันว่า กทม.ได้พยายามแก้ไขปัญหาแล้ว” พล.ต.อ.อัศวินกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์ปัญหาน้ำท่วมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม เกิดน้ำท่วม 55 จุด ชี้ให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพและไร้ความสามารถของผู้ว่าฯกทม. พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ไม่ฟังคำที่นายศรีสุวรรณกล่าวอ้าง
“สำหรับคนอื่นผมไม่รู้ แต่ในสายตาของผม ไม่ได้ให้ราคาในคำพูดนั้น เพราะผมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ผมคิดว่าคนที่ทำมักจะไม่พูดหรอก แต่คนที่ชอบพูดมักทำไม่เป็น ยังมีกรณีที่อดีตรองผู้ว่าฯกทม.มาบอกว่า ผมทำอะไรไม่เป็น ผมก็ไม่สนใจ” พล.ต.อ.อัศวินกล่าว
เมื่อถามอีกว่าแสดงว่าที่นายศรีสุวรรณอ้างว่าผู้ว่าฯกทม.ทำงานไร้ประสิทธิภาพ และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย บอกว่าไม่มีแผนขุดลอกท่อ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ใครจะพูดอะไรก็พูด หากเขาทำได้ ชาวบ้านก็เลือกเขามาเป็นผู้ว่าฯกทม.แล้ว “แม้สมัครแล้ว คนก็ยังไม่เลือกเลย ส่วนผมยังไม่ได้สมัคร ประชาชนยังเลือกผมเลย แสดงว่าผมต้องดีกว่าเขา แม้ว่าเขาจะลงแข่งกับผม เขาทำงานสู้ผมไม่ได้หรอก เพราะพวกเขาดีกว่าผมอย่างเดียวคือ เป็นนักการเมือง” พล.ต.อ.อัศวินกล่าว
เมื่อเวลา 14.45 น. เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ใช้ชื่อว่า gen.prayut chan-o-cha ทีมงาน ได้เผยแพร่ภาพพร้อมเนื้อหาที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ พร้อมข้าราชการที่เกี่ยวข้อง หารือวงเล็กติดตามสถานการณ์น้ำและความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำการผันน้ำตะวันตก-ตะวันออก เส้นทางใหม่ระบายน้ำลงอ่าวไทย ฯลฯ รวมทั้งแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัยขณะนี้
ที่ จ.เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีเกิดเหตุคนจมน้ำขณะลงเล่นน้ำตกวังบัวบาน ภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ ขณะเกิดน้ำหลากรุนแรงจนพลัดตกลงไปในวังน้ำวน โดยทราบชื่อภายหลังว่าคือ นายชัยวัฒน์ หลงลืม อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76/2 ต.ร้องเคราะห์ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ที่เข้ามาท่องเที่ยวพร้อมเพื่อนรวม 7 คนนั้นว่า กลางดึกที่ผ่านมาญาติของผู้สูญหายประสานทีมกู้ภัยจังหวัดเชียงใหม่ขอเข้าค้นหาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เจ้าของคดี อนุญาตและบูรณาการร่วมกับหน่วยประสานงานกู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 5 (ภาคเหนือ) และทีมกู้ภัยในจังหวัดเชียงใหม่ ทำการค้นหาอีกครั้งกระทั่งพบผู้เสียชีวิตเวลาประมาณ 23.15 น. โดยแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ทำการชันสูตรเบื้องต้น และนำส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ นายสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผอ.สบอ.16 ได้ร่วมติดตามสถานการณ์และให้คำแนะนำในพื้นที่เกิดเหตุจนเสร็จสิ้นภารกิจ พร้อมทั้งกำชับให้เฝ้าระวังการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ของนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยได้ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกวังบัวบาน-ผาเงิบ น้ำตกมณฑาธาร และน้ำตกห้วยแก้วเป็นการชั่วคราวแล้ว พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เพิ่มการเฝ้าระวังให้มากขึ้นด้วย
ที่ จ.ชัยนาท เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา เช้าวันนี้พบว่าปริมาณน้ำเหนือที่ผ่าน จ.นครสวรรค์ เข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยายังคงสูงขึ้นโดยวัดได้ 2,849 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยเขื่อนเจ้าพระยาได้พิจารณาลดการระบายน้ำลงไว้ที่ 2,598 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนลดลง 4 เซนติเมตร วัดได้ 15.81 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่า 7 ตำบล ประกอบด้วย ต.สรรพยา ต.บางหลวง ต.เขาแก้ว ต.ตะหลุก ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก และ ต.โพนางดำตก บ้านเรือนประชาชนจำนวน 2,344 หลังคาเรือนต้องจมอยู่ใต้น้ำ บางจุดน้ำลึกกว่า 1.8 เมตร ไม่สามารถเดินหรือใช้พาหนะชนิดอื่นได้นอกจากเรือ และชาวบ้านต้องขนของอพยพขึ้นมาอาศัยอยู่บนถนนจำนวนมากกว่า 500 ครัวเรือน โดยชาวบ้านที่ทราบข่าวว่าในระยะนี้จะมีฝนเพิ่มจากอิทธิพลของพายุขนุน ต่างยิ่งมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น
เมื่อเวลา 09.00 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โปรดเกล้าฯให้หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ลงพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยที่วัดโคกหิรัญ ต.บางชะนี อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีราษฎรจากหลายตำบลที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมสูง เพราะตั้งบ้านเรือนและชุมชนติดแม่น้ำเจ้าพระยา มาขอรับการรักษาจำนวนมาก ซึ่งพบว่าราษฎรส่วนใหญ่อยู่ในภาวะเครียดสูง จนส่งผลให้โรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน แสดงอาการออกมามากขึ้นในช่วงเวลานี้ โดยหน่วยแพทย์พระราชทานครั้งนี้ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.พญ.จิรายุ เอื้อวรากุล รองอธิการบดี วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างดี โดยไม่เก็บค่ารักษาพยาบาลแต่อย่างใดๆ และยังได้แจกจ่ายกล่องยาสามัญพระราชทานแก่ราษฎร ซึ่งทุกคนต่างซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยราษฎรเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับอำเภอบางบาล ประสบอุทกภัยครบทั้ง 16 ตำบล 102 หมู่บ้าน รวม 9,233 ครัวเรือน และในภาพรวมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปีนี้ประสบอุทกภัยแล้ว 7 อำเภอ 84 ตำบล 491 หมู่บ้าน ประมาณ 26,000 หลังคาเรือน
นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ล่าสุด ผลการประชุมของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่ มีมติให้ให้เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการจัดทำเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแบบถาวร ในพื้นที่จุดเสี่ยงฝั่งทิศตะวันตกของเกาะเมืองกรุงเก่า ติดแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่หน้าหน่วยสรรพาวุธซ่อมยางไปถึงประตูน้ำวัดสระมณฑล ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร โดยให้เข้าไปศึกษาอย่างรอบด้าน รวมถึงศึกษาผลกระทบ เพื่อสำรวจพร้อมออกแบบการก่อสร้าง และให้ประสานงานกับหน่วยงานกรมศิลปากรและกรมโยธาธิการและผังเมือง จากนั้นเสนอโครงการมา เพื่อขอรับงบประมาณจากส่วนกลาง ผ่านการใช้งบประมาณจังหวัด
“ส่วนที่ตลาดเสนา ซึ่งน้ำไหลย้อนเข้าทางหลังตลาดนั้น ปัจจุบันกู้พื้นที่ได้แล้ว ได้สั่งการให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด ประสานเทศบาลตำบลสามกอและเทศบาลเมืองเสนา จัดทำเขื่อนป้องกันน้ำท่วมที่จุดที่ยังขาด ทั้งบนดินและระบบควบคุมทางน้ำไหลตามท่อด้านล่าง ให้ครอบคลุมเพื่อปิดจุดเสี่ยง ที่น้ำรั่วไหลเข้าในพื้นที่ได้ และเพื่อทำให้ระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองเสนาสมบูรณ์แบบทุกทิศทาง ทั้งนี้ ให้ 7 อำเภอที่ถูกน้ำท่วม เฝ้าระวังและรายงานผลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมต้องสำรวจประชาชนและพื้นที่เสียหาย ให้เป็นฐานข้อมูลอย่างเป็นทางการ เพื่อเร่งช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป” นายสุจินต์กล่าว
ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในที่ประชุมระดมสมองหน่วยงานรัฐ เตรียมพร้อมรับฤดูฝน 14 จังหวัดภาคใต้ ที่สำนักชลประทานที่ 16 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า ภาคใต้ฝั่งตะวันออกกำลังเข้าสู่หน้ามรสุม กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยภาคปฏิบัติการเชิงรุกก่อนน้ำมาและระหว่างน้ำมา ที่ชลประทานที่ 16 อ.หาดใหญ่ ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำที่ประจำอยู่ที่สำนักงานชลประทาน 4 แห่ง 250 เครื่อง เครื่องสูบน้ำที่อยู่ที่สำนักเครื่องจักรกล 1,101 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 263 เครื่อง
“ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ ลักษณะอากาศในพื้นที่ภาคใต้เดือนพฤศจิกายน จะมีฝนตกชุกหนาแน่นในฝั่งตะวันออกตั้งแต่ จ.ชุมพรลงไปถึง จ.นราธิวาส อาจจะทำให้เกิด สภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรงในบางช่วงสูง 2-4 เมตร และอาจ จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้ามาใกล้หรือเคลื่อนผ่านภาคใต้ในช่วงฤดูฝน” นายสมเกียรติ กล่าว และว่า พื้นที่ภาคใต้จะประสบกับปัญหาในการระบายน้ำ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพ ของภาคใต้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวสันเขาพาดยาวลงไปขนานกับแนวชายฝั่งทะเล เป็นที่ลุ่มต่ำริมทะเล มีแนวถนนและทางรถไฟวางคู่ขนานระหว่างแนวสันเขาและชายฝั่งทะเล ทำให้เมื่อฝนตกเกิดน้ำหลากจากพื้นที่เชิงเขาลงมา ไม่สามารถระบายน้ำได้ดี จากการมีถนนและทางรถไฟเป็นอุปสรรคกีดขวางการระบายน้ำ กรมชลประทานได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำ เมื่อต้น ปี 2560 พบว่ามีสิ่งกีดขวางทางน้ำหลัก 111 แห่ง วงเงิน 1,111.27 ล้านบาท ซึ่งได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จ 18 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ 75 แห่ง และขอยกเลิก 18 แห่ง///สสส.